Good cars and good engine..made in Thailand...we need our owned brand...right now?
Sugar and mother..family day
TURBO ทำไมต้องแรง
TURBO เทอร์โบ เป็นอุปกรณ์ชิ้นหนึ่ง ที่สามารถเพิ่มความแรงให้กับเครื่องยนต์ จนเป็นชื่อเรียกติดปากถึงความแรงว่า เมื่อไรที่มีเทอร์โบแล้วต้องแรง จนแพร่ไปถึงการเปรียบเปรยในเรื่องอื่น เช่น แรง-เร็ว ยังกับติดเทอร์โบ
เทอร์โบ คือ อุปกรณ์อัดอากาศชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่อัดไอดีเข้ากระบอกสูบด้วยแรงดันและมวลของอากาศที่มากกว่าแรงดูดจากการเลื่อนลงของลูกสูบของเครื่องยนต์ปกติ เครื่องยนต์ที่ไม่มีระบบอัดอากาศ จะสามารถประจุไอดีได้เพียง 70-100% ของความจุกระบอกสูบ เพราะการเลื่อนตัวลงของกระบอกสูบ แม้จะมีแรงดูดสูง แต่ยังไงก็ยังเป็นการดูด ทั้งยังมีสารพัดชิ้นส่วนขวาง
| เชฟโรเลตเปิดตัวขุมพลังดูราแม็กซ์ รุ่นใหม่ 200 แรงม้า “เมื่อเราเปิดตัวเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 4 สูบ ดีเซลเทอร์โบ เจนเนอเรชั่นแรก เมื่อสองปีที่แล้ว ทั้งรุ่น 2.5 ลิตรและ 2.8 ลิตร ต่างมีแรงม้าและแรงบิดสูงที่สุดในรถระดับเดียวกัน” นิโคล่า เมนารินี ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมโกลเบิล จีเอ็ม เพาเวอร์เทรน กล่าว “เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ เจนเนอเรชั่นใหม่ รุ่นปี 2014 ยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้นอีกขั้นด้วยการผลิตพละกำลังมหาศาลอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนบนโครงสร้างขนาดเล็กและมีประสิทธิภาพสูง แต่เมื่อเราทำการพัฒนาดูราแม็กซ์ เจนเนอเรชั่นที่สอง พละกำลังและแรงบิดไม่ใช้เป้าหมายหลักของเรา” เมนารินี กล่าว “กุญแจสำคัญอยู่ที่ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ ยิ่งมีประสิทธิภาพมากเท่าไร ยิ่งมีพละกำลังมากเท่านั้น ประสิทธิภาพที่สูงขึ้น หมายถึงเครื่องยนต์ที่น่าใช้งานมากขึ้น รวมถึงความประหยัดและปล่อยมลพิษไอเสียต่ำลง” เมนารินี กล่าวเพิ่มเติม ดังนั้น แทนที่จะขยายความจุเครื่องยนต์ ทีมวิศวกรของจีเอ็ม เลือกที่จะใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์บนความจุเท่าเดิมคือ 2.5 ลิตรและ 2.8 ลิตร ประสิทธิภาพเครื่องยนต์ที่สูงขึ้นช่วยเพิ่มพลังงานที่ได้จากการผสมของอากาศและเชื้อเพลิง ทำให้เกิดเป็นแรงม้าและแรงบิดมากกว่าเดิมควบคู่ไปกับการรักษาความประหยัดและระดับมลพิษที่ต่ำกว่า เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ มีความแข็งแกร่งและทนทานมากขึ้น รุ่น 2.8 ลิตรได้รับการติดตั้งชิ้นส่วนใหม่ อย่างระบบหล่อเย็นเทอร์โบแปรผัน รางระบบเชื้อเพลิงคอมมอนเรล แรงดันสูงชุดใหม่ ระบบวาล์วหมุนเวียนไอเสียควบคุมด้วยไฟฟ้า (Exhaust Gas Recirculation - EGR) ชุดใหม่ ท่อร่วมไอดีใหม่ ฝาสูบใหม่ เสื้อสูบใหม่ รวมถึงการติดตั้งเพลาถ่วงสมดุลและกล่องสมองกลควบคุม (Engine Control Module - ECM) ใหม่ทั้งหมด ด้วยการพัฒนาระบบวิศวกรรมใหม่ ทำให้ดูราแม็กซ์ เจนเนอเรชั่นใหม่ มีพละกำลังสูงที่สุดในระดับเดียวกัน เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 2.8 ลิตร มีแรงบิด 500 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบ/นาที ซึ่งเท่ากับ 178 นิวตันเมตรต่อลิตร นั่นหมายถึงอัตราเร่งที่ทันใจ พร้อมศักยภาพการบรรทุกและลากจูงที่เหนือชั้น ขณะที่พละกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 200 แรงม้า ส่วนรุ่น 2.5 ลิตรมีพละกำลังที่ 163 แรงม้า ดูราแม็กซ์ 2.8 ลิตร มีพละกำลังเพิ่มขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์ แรงบิดสูงขึ้น 6 เปอร์เซ็นต์ และมีอัตราความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยลง 4.3 เปอร์เซ็นต์ สมรรถนะของเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ รุ่นใหม่ จะถูกถ่ายทอดด้วยระบบส่งกำลัง 6 จังหวะ ที่ได้รับการปรับปรุงเพื่อรีดประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่องยนต์และเสริมความประหยัดเชื้อเพลิง เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ รุ่นใหม่ มีอัตราปล่อยไอเสียที่น้อยลง สอดคล้องกับมาตรฐานไอเสียยูโร 4 และสามารถยกระดับขึ้นเป็นยูโร 5 ยูโร 6 และทัดเทียมมาตรฐานไอเสียของสหรัฐอเมริกาได้ถ้าต้องการ การใช้งาน ขุมพลังดูราแม็กซ์ รุ่นใหม่ ได้รับการพัฒนาระบบวิศวกรรมในยุโรปและสหรัฐฯ มีเป้าหมายการใช้งานทั่วโลก โดยหนึ่งในนั้นคือการติดตั้งอยู่ในรถกระบะ โคโลราโด และเอสยูวี เทรลเบลเซอร์ สำหรับจำหน่ายในประเทศไทยและตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อโคโลราโด และเทรลเบลเซอร์ ที่ใช้เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ใหม่ เปิดตัวออกสู่ตลาดจะกลายเป็นรถที่มีสมรรถนะที่ดีที่สุดในระดับเดียวกัน ตอบสนองการขับขี่อันเหนือชั้น พร้อมด้วยศักยภาพการบรรทุกและลากจูงที่ดีที่สุด เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ใหม่ จะยกระดับสมรรถนะของรถเชฟโรเลต ทั้งสองรุ่นให้ดึงดูดใจลูกค้ามากขึ้น เป็นทางเลือกที่น่าสนใจยิ่งกว่าเดิม การผลิต ดูราแม็กซ์ เป็นชื่อเครื่องยนต์ดีเซลอันโด่งดังที่วางอยู่ในรถกระบะของเจนเนอรัล มอเตอร์ส มากกว่า 1.3 ล้านคันทั่วโลกนับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 4 สูบรุ่นใหม่ จะผลิตที่ศูนย์การผลิตจีเอ็ม เพาเวอร์เทรน จังหวัดระยอง ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 55 เปอร์เซ็นต์ นอกจากการติดตั้งอยู่ในโคโลราโด และเทรลเบลเซอร์ สำหรับตลาดเมืองไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ รุ่นปี 2014 จะถูกส่งออกไปยังอีกหลายประเทศทั่วโลก ศูนย์การผลิตจีเอ็ม เพาเวอร์เทรน มูลค่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีกำลังการผลิต 120,000 เครื่องยนต์ต่อปี ถือเป็นศูนย์การผลิตเครื่องยนต์ดีเซลที่ล้ำสมัยที่สุดและเป็นศูนย์แห่งแรกที่ผลิตเครื่องยนต์ ดูราแม็กซ์ 4 สูบ ดีเซลเทอร์โบ ศูนย์การผลิตแห่งนี้ติดตั้งสายการผลิตเสื้อสูบใหม่ในปี 2555 เน้นย้ำความเป็นผู้นำการผลิตเครื่องยนต์อันล้ำสมัย ซึ่งสายการผลิตเสื้อสูบทำให้สามารถควบคุมคุณภาพในศูนย์ได้อย่างเข้มงวด สามารถใช้ชิ้นส่วนในประเทศได้มากขึ้นสำหรับเทรลเบลเซอร์ และโคโลราโด ทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ ได้รับการติดตั้งชิ้นส่วนใหม่ ดังนี้ ระบบคอมมอนเรลใหม่ – ปั้มเชื้อเพลิงแรงดันสูงของดูราแม็กซ์ เจนเนอเรชั่นที่สอง มีแรงดันสูงสุด 2,000 บาร์ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ ให้เชื้อเพลิงแรงดันสูงในระบบรางร่วมหรือคอมมอนเรล ฉีดเชื้อเพลิงเป็นละอองฝอยเข้าสู่เครื่องยนต์ด้วยการคำนวณของกล่องควบคุม เพื่อให้มีการเผาไหม้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เสริมสมรรถนะ ลดไอเสีย และประหยัดน้ำมัน เทอร์โบ (2.8 ลิตร) – เทอร์โบแปรผันได้รับการปรับปรุงใหม่ มาพร้อมกับระบบหล่อเย็นด้วยน้ำที่โข่งเทอร์โบ ลดความร้อนขณะเครื่องยนต์ทำงานหนักและการขับขี่ที่ความเร็วสูง ช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์และเทอร์โบ ระบบวาล์วหมุนเวียนไอเสียควบคุมด้วยไฟฟ้า และระบบหล่อเย็นการหมุนเวียนไอเสีย – ระบบวาล์วหมุนเวียนไอเสียควบคุมด้วยไฟฟ้าช่วยลดมลพิษไอเสีย (ไนตรัสออกไซด์) ด้วยการปรับลดอุณหภูมิที่จุดสูงสุด และลดส่วนเกินของออกซิเจนภายในห้องเผาไหม้ เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์รุ่นใหม่ ใช้ระบบวาล์วหมุนเวียนไอเสียควบคุมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมขยายขนาดและเพิ่มประสิทธิภาพตัวระบบหล่อเย็นไอเสียก่อนหมุนวนเข้าห้องเผาไหม้ให้มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ท่อร่วมไอดี – เครื่องยนต์รุ่นใหม่ใช้ท่อร่วมไอดีที่มีน้ำหนักเบากว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า ช่วยเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์ในภาพรวม ท่อร่วมไอดีได้รับการออกแบบภายในใหม่และปรับระบบกระจายหมุนเวียนไอเสีย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดไอดีเข้าห้องเผาไหม้ ลดปริมาณไอเสียสู่สิ่งแวดล้อมโดยทำงานร่วมกับระบบวาล์วหมุนเวียนไอเสีย ฝาสูบ – ปรับปรุงและขยายขนาดช่องทางหมุนเวียนไอเสียและช่องทางน้ำผ่านเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนและลดความร้อนสะสม พร้อมกับปรับช่องทางน้ำมันระบบหล่อลื่นเพิ่มประสิทธิภาพในการหล่อลื่นของชิ้นส่วนภายในฝาสูบ ฝาสูบของเครื่องยนต์รุ่นใหม่มีน้ำหนักเบากว่าและเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ เสื้อสูบ – ปรับปรุงและออกแบบผนังน้ำหล่อเย็นและระบบหมุนเวียนน้ำหล่อเย็นภายในเสื้อสูบใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายความร้อนและลดน้ำหนักโดยรวมของเสื้อสูบให้น้อยลง ส่งผลต่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ชุดเพลาถ่วงดุลเพลาข้อเหวี่ยง – ลดการสั่นสะเทือนและเสียงที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ของเพลาข้อเหวี่ยงและก้านสูบขณะเครื่องยนต์ทำงาน ปรับปรุงชิ้นส่วนและขั้นตอนในการประกอบใหม่ เพื่อลดการสั่นสะเทือนและเสียงรบกวนของเครื่องยนต์ลง กล่องสมองกล – ออกแบบและพัฒนาซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์ใหม่ทั้งหมดโดยทีมงานวิศวกรของจีเอ็ม เพิ่มความเร็วในการตอบสนอง มีความแม่นยำและละเอียดในการประมวลผลและสั่งงานสูงขึ้น เครื่องยนต์เจนเนอเรชั่นที่สอง มีความประหยัดและสมรรถนะที่เพิ่มขึ้น รวมถึงลดอัตราการปล่อยไอเสียออกสู่สิ่งแวดล้อมน้อยลง |
Hotnews
โรลส์-รอยซ์ ได้รับคำสั่งซื้อเครื่องยนต์เทรนท์ 900 สำหรับใช้ในเครื่องแอร์บัส A380 ของสายการบิน สกายมาร์ค
ข่าวเศรษฐกิจ ThaiPR.net -- ศุกร์ที่ 30 กันยายน 2554 10:55:19 น.
กรุงเทพฯ--30 ก.ย.--ฮิลล์ แอนด์ นอลตัน
หมายเหตุสำหรับสื่อมวลชน:
1. โรลส์-รอยซ์เป็นผู้ให้บริการชั้นนำระดับโลกในด้านระบบพลังงานและบริการเพื่อการใช้งานทั้งภาคพื้นดิน ท้องทะเล และทางอากาศ โรลส์-รอยซ์มีบทบาทสำคัญในภาคส่วนธุรกิจระดับโลกต่างๆ อันประกอบด้วยธุรกิจการบินพาณิชย์ การบินกลาโหม การเดินเรือ และ ธุรกิจด้านพลังงาน2. จากกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจดังกล่าว ทำให้โรลส์-รอยซ์มีฐานลูกค้าที่กว้างขวางซึ่งประกอบด้วยสายการบินกว่า 500 แห่ง บริษัทและผู้ประกอบด้านอากาศยานใช้งานทั่วไป และเฮลิคอปเตอร์ กว่า 4,000 แห่ง กองกำลังทหารกว่า 160 แห่ง ลูกค้าที่ประกอบกิจการทางทะเลกว่า 2,500 ราย ซึ่งรวมถึงกองทัพเรือ 70 แห่ง และลูกค้าด้านพลังงานจากเกือบ 120 ประเทศ โดยมีฐานเครื่องยนต์แก็สเทอร์ไบน์กว่า 54,000 เครื่อง
3. ในปีพ.ศ. 2553 ยอดขายโรลส์-รอยซ์อยู่ที่ 10.8 พันล้านปอนด์ โดยเกือบครึ่งมาจากรายได้ด้านการให้บริการ บริษัทฯ แถลงยอดการสั่งซื้อ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2554 ที่มีมูลค่าถึง 61.4 พันล้านปอนด์ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในอนาคต
4. โรลส์-รอยซ์มีพนักงานกว่า 39,000 คนทั้งในสำนักงาน สถานที่ผลิต และสถานที่ให้บริการในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก โดยในจำนวนนี้มีวิศกรกว่า 11,000 คน
5. ในปี พ.ศ. 2553 โรลส์-รอยซ์ใช้เงินลงทุนกว่า 923 ล้านปอนด์ในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยสองในสามใช้สำหรับการพัฒนาและปรับปรุงด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากผลิตภัณฑ์ของบริษัท โดยเฉพาะในด้านการลดการปล่อยมลพิษ
6. โรลส์-รอยซ์สนับสนุนเครือข่ายมหาวิทยาลัย University Technology Centres 28 แห่ง ซึ่งช่วยเชื่อมโยงวิศวกรของบริษัทฯ เข้าสู่ผลการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชั้นนำต่างๆ
7. กลุ่มบริษัทโรลส์-รอยซ์ยึดมั่นในการสนับสนุนการว่าจ้างผู้ที่ไม่มีประสบการณ์หรือนักศึกษาจบใหม่ และช่วยพัฒนาทักษะความสามารถของพนักงานในทุกระดับ
ADVERTISEMENT
ฟอร์ดฉลองเริ่มเปิดสายการผลิต Ford Ecosport ใหม่ SUV สำหรับคนเมือง
วันที่ 29/01/2014 อ่าน 415 ครั้ง
ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี เปิดสายการผลิตฟอร์ด เอคโค่สปอร์ต ใหม่ เอสยูวีสำหรับคนเมืองคันแรกอย่างเปิดทางการ ณ โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง หรือ เอฟทีเอ็ม
นาย แมท แบรดลีย์ ประธานฟอร์ด อาเซียน กล่าวว่า “ฟอร์ด เอคโค่สปอร์ต ใหม่ คือพัฒนาการก้าวสำคัญในการพลิกโฉมทางธุรกิจของเราด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีเยี่ยมในเซกเม้นต์ที่ไม่เคยมีมาก่อน ควบคู่ไปพร้อมการขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการของฟอร์ดในภูมิภาคอาเซียน”
เอคโค่สปอร์ต ใหม่ ที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทย จะวางจำหน่ายทั้งในประเทศรวมทั้งส่งออกทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ทำให้ เอคโค่สปอร์ต ใหม่ มีการจำหน่ายใน 100 ประเทศทั่วโลก
นางสาวยุคนธร วิเศษโกสิน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทยกล่าวเปิดเผยว่า “เอคโค่สปอร์ต ใหม่ ได้รับการพัฒนาขึ้นบนโครงสร้างตัวถังของรถยนต์นั่งขนาดเล็กระดับโลก (บีคาร์ แพลตฟอร์ม) เป็นคำตอบที่ลงตัวสำหรับกลุ่มลูกค้าที่รักความอิสระ ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ และรักการเดินทางเพื่อเปิดโลกกว้าง”
“รถคันนี้คือส่วนผสมของสิ่งที่ดีที่สุด ทั้งความคล่องตัวแบบรถยนต์นั่งขนาดคอมแพ็ค และยังตอบสนองต่อการใช้งานที่ทนทานแบบรถเอสยูวี จึงทำให้รถรุ่นนี้รวมทุกความโดดเด่นทั้งคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย การประหยัดน้ำมัน และความคุ้มค่าไว้ด้วยกัน”
เอคโค่สปอร์ต ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร พร้อมระบบวาล์วแปรผันแคมชาฟท์แบบอิสระคู่ (Ti-VCT) ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ระดับโลกของฟอร์ดพร้อม ผสานการทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติพาวเวอร์ชิฟท์ 6 สปีด ทำให้ได้การประหยัดน้ำมันที่ดี และยังมีรุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ที่เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมือง
สำหรับเอฟทีเอ็มเป็นโรงงานฟอร์ดแห่งที่ 4 ที่เปิดสายการผลิต เอคโค่สปอร์ต ใหม่ ถัดจากโรงงานในเมืองเชนไน ประเทศอินเดีย โรงงานในเมืองฉงชิ่ง ประเทศจีน และ โรงงานในเมืองคัมคาริ ประเทศบราซิล ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตที่สำคัญในภูมิภาคนี้
ติดตามข่าวสารยานยนต์ รวดเร็วก่อนใคร ได้ที่ Autodeft.com
http://tpso.moc.go.th/img/news/1020-img.pdf
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=auto-thailand&month=10-2012&date=27&group=1&gblog=407
โตโยต้า เชื่อมั่นไทยเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องยนต์ดีเซล
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์-ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ประกาศเดินหน้าขยายสายการผลิตเครื่องยนต์ดีเซลในประเทศไทยของ บริษัท สยามโตโยต้าอุตสาหกรรม จำกัด โดยจะเริ่มเปิดสายการผลิต ในปี พ.ศ. 2558 เพื่อตอบรับความต้องการของตลาดรถยนต์ภายใต้โครงการ ไอเอ็มวี (Innovative International Multi-purpose Vehicle Project : IMV) ที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มตลาดเกิดใหม่
ด้วยการขยายกำลังการผลิตของเครื่องยนต์ดีเซลเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 290,000 เครื่องต่อปี ทำให้กำลังการผลิตเครื่องยนต์ดีเซลรวมทั้งปีประมาณ 610,000 เครื่อง โดยใช้งบลงทุนกว่า 4 หมื่นล้านเยน (หรือ ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท ที่อัตราแลกเปลี่ยน 100 เยน เท่ากับ 40 บาท) ก่อให้เกิดการจ้างงานใหม่กว่า 450 ตำแหน่ง
นอกจาก บริษัท สยามโตโยต้าอุตสาหกรรม จำกัด จะผลิตเครื่องยนต์ดีเซลเพื่อป้อนให้กับโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทยแล้ว ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นฐานการส่งออกรถยนต์ของโลก โตโยต้ายังพิจารณาสำหรับการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดเกิดใหม่อีกด้วย
ภายใต้หลักปรัชญาของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ในการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ในประเทศที่มีการจำหน่าย รวมทั้งจะต้องเป็นแหล่งจัดหาชิ้นส่วนหลักควบคู่ไปกับการผลิตรถยนต์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตในประเทศนั้น ๆ
ที่มา : http://www.auto-thailand.com/hotnews/STM-expand-diesel-engine-in-2015.html
| Create Date : 27 ตุลาคม 2555 | ||
| Last Update : 27 ตุลาคม 2555 17:04:58 น. | ||
ฮอนด้า ทุ่ม 17,150 ล้านบาท ผุดโรงงานใหม่
พิธีวางศิลาฤกษ์จัดขึ้นบริเวณพื้นที่ที่จะดำเนินการก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้า ณ สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดปราจีนบุรี โดยมี นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี และนาย ชิเกะคะสุ ซะโต เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ข้าราชการระดับสูง ร่วมด้วยคณะผู้บริหารฮอนด้า ซึ่งนำโดยนาย ทาคาโนบุ อิโต้ ประธานกรรมการบริหาร และซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด พร้อมทั้งพันธมิตรคู่ค้าทางธุรกิจ และผู้จำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่มีความสำคัญต่เศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างมาก ในปี 2555 ที่ผ่านมา ถือเป็นประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่สามารถทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งยอดขายในประเทศ ยอดการส่งออก และยอดการผลิต ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยสามารถผลิตรถยนต์ได้มากกว่า 2 ล้านคันต่อปีเป็นครั้งแรก | |||
นาย ทาคาโนบุ อิโต้ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า "ตลอดระยะเวลาเกือบ 50 ปีของการดำเนินงานในประเทศไทย ฮอนด้ามีความผูกพันกับคนไทยและสังคมไทยอย่างแน่นแฟ้น ทั้งยังได้รับการสนับสนุนที่ดีจากลูกค้าชาวไทย และรัฐบาลไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ก้าวผ่านอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ มาได้ด้วยดีเสมอ ภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2560 ฮอนด้ามีเป้าหมายที่ท้าทายเพื่อที่จะส่งมอบความสุขในการใช้รถยนต์ฮอนด้าให้กับลูกค้าทั่วโลกมากถึง 6 ล้านคน การก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้าแห่งใหม่ที่จังหวัดปราจีนบุรีนี้ จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่จะมีส่วนช่วยให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยโรงงานแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นตามนโยบายในการสร้างฐานการผลิตในพื้นที่ที่ใกล้กับลูกค้า เพื่อตอบสนองความต้องการใช้รถยนต์ที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ทั้งนี้ประเทศไทยเป็นฐานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ฐานการผลิตรถยนต์และยังเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งของฮอนด้าในภูมิภาคเอเชีย และโอเชียเนียมาโดยตลอด” นาย ฮิโรชิ โคบายาชิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ฮอนด้าได้ประกาศการลงทุนเพื่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้าแห่งใหม่ ที่จังหวัดปราจีนบุรี มูลค่า 17,150 ล้านบาท โดยโรงงานแห่งใหม่นี้จะผลิตรถยนต์ประเภทซับคอมแพคท์ เพื่อรองรับตลาดในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น รวมไปถึงการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา กลุ่มประเทศในแถบทะเลแคริบเบียน และประเทศอื่นๆ ทั่วโลก | |||
นอกจากนี้ ยังได้ประกาศการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตที่โรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อีกมูลค่า 2,910 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีกำลังการผลิต 280,000 คันต่อปี และจะขยายกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 300,000 คันต่อปีภายในต้นปี 2557 เมื่อรวมกำลังการผลิตจากโรงงานทั้งสองแห่งเข้าด้วยกัน ฮอนด้าจะมีกำลังการผลิตรวมที่ 420,000 คันต่อปี ในปี 2558 นาย โคบายาชิ กล่าวเสริมว่า “เมื่อเดือนมีนาคม 2555 กลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทยได้ร่วมกันก่อตั้งกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทยขึ้น เพื่อช่วยเหลือประชาชนชาวไทยในยามที่อาจจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปัจจุบัน มีเงินสมทบเข้ากองทุนแล้วเป็นจำนวน 500 ล้านบาท และได้นำไปใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจาก เหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติหลายครั้งล่าสุด กองทุนฯ ยังได้สนับสนุนงบประมาณจำนวน 14.4 ล้านบาทให้แก่มูลนิธิชัยพัฒนาเพื่อดำเนินงานโครงการแก้มลิงโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ ได้มีน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภค และทำการเกษตรเพื่อยังชีพตลอดทั้งปี” "ฮอนด้าจะมุ่งมั่นคิดค้นยนตรกรรมที่มีคุณภาพสูง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และเดินหน้าสานต่อปณิธานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งมอบสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับลูกหลานต่อไปในอนาคต ภายใต้แนวคิด “Blue Skies for Our Children” พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่องไปพร้อมกับสังคมไทย สมดังเจตนารมณ์ของฮอนด้าในการเป็นองค์กรที่สังคมไทยต้องการให้ดำรงอยู่ตลอดไป นาย ทาคาโนบุ อิโต้ กล่าวทิ้งท้าย |
| Create Date : 11 กรกฎาคม 2556 | ||
| Last Update : 11 กรกฎาคม 2556 23:23:21 น. | 0 comments | |
| Counter : 166 Pageviews. | ||
|
| ||||
|
|
| ||||
|
Chevrolet Sonic เชฟโรเลต โซนิค เติมความสนุกสู่ตลาดเมืองไทย
– JULY 20, 2012POSTED IN: CHEVROLET, CHEVROLET SONIC
ระยอง – เชฟโรเลต โซนิค เวอร์ชั่นนอทช์แบ็ค 4 ประตูคันแรก เสร็จสมบูรณ์ออกจากสายการผลิตของศูนย์การผลิตรถยนต์เจนเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทย จังหวัดระยองแล้ว นับเป็นศูนย์การผลิตลำดับที่ 5 ในโลกของจีเอ็ม ที่ผลิตรถซับคอมแพ็คต์รุ่นนี้ โดยเชฟโรเลต เชื่อมั่นว่า โซนิค จะได้รับความนิยมในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหมือนกับที่ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากทุกตลาดทั่วโลก
เชฟโรเลต เตรียมส่งโซนิค ถึงผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศเร็วๆนี้ หลังจากศูนย์การผลิตรถยนต์ จีเอ็ม ประเทศไทย จังหวัดระยอง ทำการผลิตโซนิคคันแรกเสร็จสมบูรณ์ นับเป็นศูนย์การผลิตลำดับที่ 5 ในโลกของจีเอ็ม ที่ผลิตรถซับคอมแพ็คต์รุ่นนี้
มร. มาร์ติน แอพเฟล ประธานกรรมการ ประจำประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เชฟโรเลต โซนิค จะเป็นอีกหนึ่งยานยนต์ที่จะมาเติมเต็มไลน์ผลิตภัณฑ์อันน่าตื่นเต้นของเรา ถือเป็นรถคุณภาพที่ได้รับการพัฒนาจากโครงสร้างระดับโลกของจีเอ็ม และประสบความสำเร็จมาแล้วในทุกตลาดทั่วโลก”
ประธานกรรมการจีเอ็ม และเชฟโรเลต ประเทศไทย ระบุด้วยว่า เชฟโรเลต โซนิค ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและคุณภาพของศูนย์การผลิตจีเอ็ม ประเทศไทยและพนักงานชาวไทยเท่านั้น หากยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพการผลิตที่ยืดหยุ่นรองรับความต้องการของตลาดด้วย โดยศูนย์ฯ ที่มีศักยภาพการผลิต 180,000 คันต่อปีแห่งนี้มีสายการผลิต 2 ประเภท คือ สายการผลิตรถกระบะที่ผลิตโคโลราโด 3 รูปแบบตัวถัง รวมถึงเทรลเบลเซอร์ และสายการผลิตรถยนต์นั่งที่ผลิตแคปติวา ครูซ อาวีโอ และล่าสุดคือ Chevrolet Sonic
“สายการผลิตของเรานั้นมีประสิทธิภาพในการผลิตรุ่นรถที่แตกต่างกันตามความต้องการของตลาด รวมถึงการผลิตรูปแบบตัวถังที่ต่างกัน การผลิตรุ่นย่อยอันหลากหลายของแต่ละรุ่น รวมถึงความแตกต่างในด้านโครงสร้างอย่างพวงมาลัยซ้าย หรือพวงมาลัยขวา นับเป็นหนึ่งในศูนย์ฯ ที่มีความยืดหยุ่นรองรับกับตลาดมากที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์เวลานี้” มร. แอพเฟล กล่าว
สายการผลิตรถยนต์นั่ง และรถกระบะของจีเอ็ม ประเทศไทย มีศักยภาพในการผลิตรุ่นรถที่แตกต่างกันตามความต้องการของตลาด รวมถึงการผลิตรูปแบบตัวถังที่ต่างกัน การผลิตรุ่นย่อยอันหลากหลายของแต่ละรุ่น และความแตกต่างในด้านโครงสร้างอย่างพวงมาลัยซ้ายหรือพวงมาลัยขวา โดยศูนย์การผลิตจีเอ็ม ประเทศไทยแห่งนี้ ดำเนินการผลิตรถจำนวนทั้งสิ้น 6 รุ่น เครื่องยนต์ที่แตกต่างกัน 15 รุ่น และระบบขับเคลื่อนถึง 47 รูปแบบ สำหรับตลาดในประเทศไทย และเพื่อการส่งออก
นอกเหนือจากความมุ่งมั่นของพนักงานชาวไทยที่ได้รับการฝึกฝนทักษะมาอย่างดีแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยหลักในการยกระดับความยืดหยุ่นคือการปรับปรุงระบบจัดส่งชิ้นส่วนเต็มรูปแบบ โดยก่อนหน้านี้มีการจัดเตรียมชิ้นส่วนอยู่ด้านข้างของสายการผลิต ปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนให้ชิ้นส่วนถูกส่งมาด้วยเครื่องมือพิเศษถึงตัวรถแต่ละคันขณะกำลังประกอบ ซึ่งการจัดเตรียมที่มีความยืดหยุ่นสูงเช่นนี้ทำให้สามารถดำเนินการผลิตรถหลายรุ่นที่มีลักษณะแตกต่างกัน โดยศูนย์การผลิตจีเอ็ม ประเทศไทยแห่งนี้ ดำเนินการผลิตรถจำนวนทั้งสิ้น 6 รุ่น เครื่องยนต์ที่แตกต่างกัน 15 รุ่น และระบบขับเคลื่อนถึง 47 รูปแบบ สำหรับตลาดในประเทศไทย และเพื่อการส่งออก
ขณะเดียวกัน จีเอ็ม ยังควบคุมขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพอย่างเต็มที่เป็นพิเศษด้วยการใช้ระบบและเครื่องมือต่างๆ ที่ล้ำสมัยตลอดทั้งกระบวนการผลิต เพื่อย้ำให้แน่ใจว่ารถยนต์ทุกคันจะมีมาตรฐานคุณภาพตรงตามที่จีเอ็ม กำหนดไว้ ทั้งนี้ ในสายการผลิตโซนิค มีการยกระดับเครื่องมือของโรงงานผลิตตัวถัง ปรับปรุงกระบวนการพ่นสี และพัฒนาอุปกรณ์ต่างๆ ในโรงงานประกอบทั่วไปเพิ่มเติมด้วย
และเพื่อรองรับกับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น จีเอ็ม จึงดำเนินการผลิตจำนวน 2 รอบสำหรับสายการผลิตรถยนต์นั่ง และ 3 รอบสำหรับสายการผลิตรถกระบะ ซึ่งการผลิตเชฟโรเลต โซนิค นั้นทำให้มีอัตราว่าจ้างงานเพิ่มขึ้นอีก 500 ตำแหน่งเพื่อมาทำงานในกะที่สองของสายการผลิต ทำให้พนักงานของศูนย์ฯ จีเอ็ม ประเทศไทย จังหวัดระยอง มีจำนวนมากกว่า 5,200 คนในเวลานี้
เชฟโรเลต โซนิค คันแรก ออกจากสายการผลิตของศูนย์ฯ จีเอ็ม ประเทศไทย โดยมีผู้บริหารของจีเอ็ม ร่วมแสดงความยินดี (จากซ้าย) คุณสมนึก งามตระกูลชล รองประธานฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ มร.เดวิด คล๊ากสัน รองประธาน จีเอ็ม พาวเวอร์เทรน มร.คาเฮอร์ คาเซม รองประธานฝ่ายการผลิต และมร.บุทช์ แดร์โรว์ ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมคุณภาพ
“กลุ่มลูกค้าของโซนิค คือคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ใช้ชีวิตในเมือง มีไลฟ์สไตล์ชอบเข้าสังคม ติดตามแฟชั่น ชอบอยู่ในความสนใจ และรักความสนุก” มร.อันโตนิโอ ซาร่า รองประธานฝ่ายขาย การตลาด และบริการหลังการขาย ประจำประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว
“เชฟโรเลต โซนิค คือรถที่มีความครบครันอย่างแท้จริง ได้รับการพัฒนาเพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ในเมือง มุ่งเน้นการออกแบบทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและภายในห้องโดยสาร ผสมผสานความสะดวกสบายและคุณภาพเข้าไว้ด้วยกัน” มร.อันโตนิโอ ซาร่า กล่าว
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม ด้านข้อมูลทางเทคนิค รุ่นย่อย สี และราคาจำหน่าย จะได้รับการเปิดเผยในเร็ววันนี้
ขอขอบคุณข้อมูล เชฟโรเลต ไทยแลนด์
ระยอง – เชฟโรเลต โซนิค เวอร์ชั่นนอทช์แบ็ค 4 ประตูคันแรก เสร็จสมบูรณ์ออกจากสายการผลิตของศูนย์การผลิตรถยนต์เจนเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทย จังหวัดระยองแล้ว นับเป็นศูนย์การผลิตลำดับที่ 5 ในโลกของจีเอ็ม ที่ผลิตรถซับคอมแพ็คต์รุ่นนี้ โดยเชฟโรเลต เชื่อมั่นว่า โซนิค จะได้รับความนิยมในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหมือนกับที่ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากทุกตลาดทั่วโลก
เชฟโรเลต เตรียมส่งโซนิค ถึงผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศเร็วๆนี้ หลังจากศูนย์การผลิตรถยนต์ จีเอ็ม ประเทศไทย จังหวัดระยอง ทำการผลิตโซนิคคันแรกเสร็จสมบูรณ์ นับเป็นศูนย์การผลิตลำดับที่ 5 ในโลกของจีเอ็ม ที่ผลิตรถซับคอมแพ็คต์รุ่นนี้
มร. มาร์ติน แอพเฟล ประธานกรรมการ ประจำประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เชฟโรเลต โซนิค จะเป็นอีกหนึ่งยานยนต์ที่จะมาเติมเต็มไลน์ผลิตภัณฑ์อันน่าตื่นเต้นของเรา ถือเป็นรถคุณภาพที่ได้รับการพัฒนาจากโครงสร้างระดับโลกของจีเอ็ม และประสบความสำเร็จมาแล้วในทุกตลาดทั่วโลก”
ประธานกรรมการจีเอ็ม และเชฟโรเลต ประเทศไทย ระบุด้วยว่า เชฟโรเลต โซนิค ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและคุณภาพของศูนย์การผลิตจีเอ็ม ประเทศไทยและพนักงานชาวไทยเท่านั้น หากยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพการผลิตที่ยืดหยุ่นรองรับความต้องการของตลาดด้วย โดยศูนย์ฯ ที่มีศักยภาพการผลิต 180,000 คันต่อปีแห่งนี้มีสายการผลิต 2 ประเภท คือ สายการผลิตรถกระบะที่ผลิตโคโลราโด 3 รูปแบบตัวถัง รวมถึงเทรลเบลเซอร์ และสายการผลิตรถยนต์นั่งที่ผลิตแคปติวา ครูซ อาวีโอ และล่าสุดคือ Chevrolet Sonic
“สายการผลิตของเรานั้นมีประสิทธิภาพในการผลิตรุ่นรถที่แตกต่างกันตามความต้องการของตลาด รวมถึงการผลิตรูปแบบตัวถังที่ต่างกัน การผลิตรุ่นย่อยอันหลากหลายของแต่ละรุ่น รวมถึงความแตกต่างในด้านโครงสร้างอย่างพวงมาลัยซ้าย หรือพวงมาลัยขวา นับเป็นหนึ่งในศูนย์ฯ ที่มีความยืดหยุ่นรองรับกับตลาดมากที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์เวลานี้” มร. แอพเฟล กล่าว
สายการผลิตรถยนต์นั่ง และรถกระบะของจีเอ็ม ประเทศไทย มีศักยภาพในการผลิตรุ่นรถที่แตกต่างกันตามความต้องการของตลาด รวมถึงการผลิตรูปแบบตัวถังที่ต่างกัน การผลิตรุ่นย่อยอันหลากหลายของแต่ละรุ่น และความแตกต่างในด้านโครงสร้างอย่างพวงมาลัยซ้ายหรือพวงมาลัยขวา โดยศูนย์การผลิตจีเอ็ม ประเทศไทยแห่งนี้ ดำเนินการผลิตรถจำนวนทั้งสิ้น 6 รุ่น เครื่องยนต์ที่แตกต่างกัน 15 รุ่น และระบบขับเคลื่อนถึง 47 รูปแบบ สำหรับตลาดในประเทศไทย และเพื่อการส่งออก
นอกเหนือจากความมุ่งมั่นของพนักงานชาวไทยที่ได้รับการฝึกฝนทักษะมาอย่างดีแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยหลักในการยกระดับความยืดหยุ่นคือการปรับปรุงระบบจัดส่งชิ้นส่วนเต็มรูปแบบ โดยก่อนหน้านี้มีการจัดเตรียมชิ้นส่วนอยู่ด้านข้างของสายการผลิต ปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนให้ชิ้นส่วนถูกส่งมาด้วยเครื่องมือพิเศษถึงตัวรถแต่ละคันขณะกำลังประกอบ ซึ่งการจัดเตรียมที่มีความยืดหยุ่นสูงเช่นนี้ทำให้สามารถดำเนินการผลิตรถหลายรุ่นที่มีลักษณะแตกต่างกัน โดยศูนย์การผลิตจีเอ็ม ประเทศไทยแห่งนี้ ดำเนินการผลิตรถจำนวนทั้งสิ้น 6 รุ่น เครื่องยนต์ที่แตกต่างกัน 15 รุ่น และระบบขับเคลื่อนถึง 47 รูปแบบ สำหรับตลาดในประเทศไทย และเพื่อการส่งออก
ขณะเดียวกัน จีเอ็ม ยังควบคุมขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพอย่างเต็มที่เป็นพิเศษด้วยการใช้ระบบและเครื่องมือต่างๆ ที่ล้ำสมัยตลอดทั้งกระบวนการผลิต เพื่อย้ำให้แน่ใจว่ารถยนต์ทุกคันจะมีมาตรฐานคุณภาพตรงตามที่จีเอ็ม กำหนดไว้ ทั้งนี้ ในสายการผลิตโซนิค มีการยกระดับเครื่องมือของโรงงานผลิตตัวถัง ปรับปรุงกระบวนการพ่นสี และพัฒนาอุปกรณ์ต่างๆ ในโรงงานประกอบทั่วไปเพิ่มเติมด้วย
และเพื่อรองรับกับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น จีเอ็ม จึงดำเนินการผลิตจำนวน 2 รอบสำหรับสายการผลิตรถยนต์นั่ง และ 3 รอบสำหรับสายการผลิตรถกระบะ ซึ่งการผลิตเชฟโรเลต โซนิค นั้นทำให้มีอัตราว่าจ้างงานเพิ่มขึ้นอีก 500 ตำแหน่งเพื่อมาทำงานในกะที่สองของสายการผลิต ทำให้พนักงานของศูนย์ฯ จีเอ็ม ประเทศไทย จังหวัดระยอง มีจำนวนมากกว่า 5,200 คนในเวลานี้
เชฟโรเลต โซนิค คันแรก ออกจากสายการผลิตของศูนย์ฯ จีเอ็ม ประเทศไทย โดยมีผู้บริหารของจีเอ็ม ร่วมแสดงความยินดี (จากซ้าย) คุณสมนึก งามตระกูลชล รองประธานฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ มร.เดวิด คล๊ากสัน รองประธาน จีเอ็ม พาวเวอร์เทรน มร.คาเฮอร์ คาเซม รองประธานฝ่ายการผลิต และมร.บุทช์ แดร์โรว์ ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมคุณภาพ
“กลุ่มลูกค้าของโซนิค คือคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ใช้ชีวิตในเมือง มีไลฟ์สไตล์ชอบเข้าสังคม ติดตามแฟชั่น ชอบอยู่ในความสนใจ และรักความสนุก” มร.อันโตนิโอ ซาร่า รองประธานฝ่ายขาย การตลาด และบริการหลังการขาย ประจำประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว
“เชฟโรเลต โซนิค คือรถที่มีความครบครันอย่างแท้จริง ได้รับการพัฒนาเพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ในเมือง มุ่งเน้นการออกแบบทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและภายในห้องโดยสาร ผสมผสานความสะดวกสบายและคุณภาพเข้าไว้ด้วยกัน” มร.อันโตนิโอ ซาร่า กล่าว
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม ด้านข้อมูลทางเทคนิค รุ่นย่อย สี และราคาจำหน่าย จะได้รับการเปิดเผยในเร็ววันนี้
ขอขอบคุณข้อมูล เชฟโรเลต ไทยแลนด์
No comments:
Post a Comment